โรคระบาด, ตำนานพระธาตุ

“…การหาหลักฐานทางโบราณคดีนั้น
ถ้าไม่มีอะไรดีกว่านิทาน ก็ต้องรับเอานิทานเข้าประกอบ
หนังสือนี้จึ่งอาจเปนประโยชน์ได้บ้างในทางโบราณคดี…”

พระนิพนธ์คำนำตำนานพระธาตุเมืองนครศรีธรรมราช
ในพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์

เป็นอย่างใจความสำคัญของพระนิพนธ์ในพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ที่ยกมาจากคำนำหนังสือตำนานพระธาตุเมืองนครศรีธรรมราช ฉบับหลวงนรินทร (ม.ล. สำเนียง อิศรางกูร ณ อยุธยา) พิมพ์ในงานปลงศพนางเทพนรินทร (สงวน อิศรางกูร ณ อยุธยา) ผู้ภรรยา เมื่อปีมะโรง พ.ศ.๒๔๗๑ ว่า “นิทาน” (อาจ)เป็นประโยชน์(ได้บ้าง)ในทาง “โบราณคดี” ทั้งนี้ก็จนกว่าจะมีหลักฐานชั้นต้นอื่นใดที่ยอมรับกันในทางโบราณคดีมาประกอบการอธิบาย และแม้ว่าท้ายที่สุดแล้ว “นิทาน” จะไม่สามารถเป็นหลักฐานทางตรงในทางโบราณคดีได้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า “นิทาน” ยังสามารถใช้เป็นกระจกสะท้อนภาพของชุดความคิดในทางคดีอื่น

ตำนานพระธาตุเมืองนครศรีธรรมราชฉบับที่กล่าวถึง เป็นสำนวนร้อยแก้วโครงเรื่องคล้ายกับตำนานเมืองนครศรีธรรมราช แต่ส่งอิทธิพลต่อความรับรู้ของชาวนครศรีธรรมราชมากกว่า เป็นต้นว่า ในตำนานเมืองฯ เขียนชื่อบุคคลว่า “นางเหมมาลา” แต่ในตำนานพระธาตุฯ เขียนเป็น “นางเหมชาลา” ซึ่งแม้ว่า “มาลา” จะให้ความรู้สึกถึงความเป็นสตรีมากกว่า “ชาลา” แต่อย่างหลังนี้ กลับเป็นที่รู้จักและใช้กันต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น การสกัดให้เห็นภาพสะท้อนอื่นใดจากตำนานกลุ่มนี้ จึงควรเริ่มที่ “ตำนานพระธาตุเมืองนครศรีธรรมราช”

ตำนานพระธาตุฯ มีหลายภาพสะท้อนความเป็นนครศรีธรรมราชในอดีตอยู่หลายด้าน แต่ที่จะสกัดออกมาในที่นี้ คือเรื่อง “โรคระบาด” ซึ่งแลดูทันเหตุทันการณ์กับสภาพปัจจุบัน อย่างน้อยที่สุดก็พลอยจะได้อาศัยเป็นกรณีเปรียบเทียบ

หาก “ยารักษาโรค” เป็น ๑ ในปัจจัย ๔ ของมนุษย์ 
ก็ย่อมแสดงชัดว่า “โรค” เป็นเหตุตั้งต้นแห่งปัจจัยนี้ 
และดูเหมือนว่าจะเป็นเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงอื่นด้วย ดังจะได้กล่าวต่อไป

อาจารย์พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ได้แบ่งช่วงเวลาในตำนานพระบรมธาตุนครศรีธรรมราชไว้ในบทนำหนังสือตำนานพระธาตุและตำนานเมืองนครศรีธรรมราช (ฉบับกรมศิลปากร พิมพ์เผยแพร่พุทธศักราช ๒๕๖๐) ออกเป็น ๔ สมัย โดยจะขอคัดลำดับเรื่องราวในแต่ละสมัยมาแสดง ดังนี้ 

๑. สมัยก่อนสร้างเมืองนครศรีธรรมราช


กล่าวถึงพระเจ้าอังกุศราช เจ้าเมือง “ชนทบุรี” ยกทัพขึ้นเหนือเพื่อรบชิงพระทันตธาตุจากพระเจ้าโกสีหราชแห่งเมือง “ทนทบุรี” ท้าวโกสีหราชเสียเมืองและสิ้นพระชนม์ นางเหมชาลาเป็นพระราชธิดากับเจ้าทันตกุมารจึงนำพระทันตธาตุลอบหนีออกจากเมือง ลงสำเภาโดยมีเป้าหมายว่าจะไปเมืองลังกา ระหว่างทางเกิดพายุร้ายสำเภาแตก ทั้งสองขึ้นฝั่งได้และฝังพระทันตธาตุไว้ที่ “หาดทรายแก้วชเลรอบ” ส่วนตนเองก็แอบซ่อนตัวอยู่

ในช่วงเวลาต่อมา พระอรหันต์พรหมเทพเหาะผ่านมาแลเห็นรัศมีพระธาตุจึงลงมานมัสการ เยาวกษัตริย์ทั้งสองจึงออกมานมัสการและเล่าเรื่องความเป็นมาและที่จะเดินทางไป พระอรหันต์ได้ทำนายว่า สถานที่ตรงนี้ต่อไปภายหน้าจะมีกษัตริย์ทรงพระนามว่าพระยาศรีธรรมโศกราชจะมาตั้งขึ้นเป็นเมือง และพระอรหันต์ได้สนับสนุนให้ทั้งสองนำพระทันตธาตุลงเรือที่ท่าเรือเมืองตรังไปถึงเมืองลังกาได้อย่างปลอดภัย

เจ้าเมืองลังกาไปประดิษฐานพระทันตธาตุไว้ในปราสาท และเมื่อทราบความประสงค์ของเยาวกษัตริย์ทั้งสองว่าต้องการเดินทางกลับบ้าน จึงทำหนังสือถึงเจ้าเมืองทนทบุรีห้ามทำร้ายเจ้าทั้งสอง พร้อมแต่งสำเภาให้ทรัพย์สมบัติกับพระสารีริกธาตุกลับไปด้วย ๑ ทะนาน เมื่อเดินทางผ่านมาถึง “หาดทรายแก้วชเลรอบ” ได้หยุดแวะและแบ่งพระสารีริกธาตุออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งฝังไว้ที่เดียวกันกับที่เคยฝังพระทันตธาตุ อีกส่วนหนึ่งได้นำกลับไปยังเมืองทนทบุรีของตน

๒. สมัยเมืองนครศรีธรรมราช ครั้งที่ ๑


กล่าวถึงการเกิด “ไข้ยุบลมหายักษ์” ที่เมืองใหญ่หงสาวดี พระเจ้าศรีธรรมโศกราชเจ้าเมืองจึงพาผู้คนพร้อมพระมเหสีและพระโอรส ๒ พระองค์ พระนามว่า เจตราช กับ พงษ์กษัตริย์ ลงสำเภาแล่นใบมาถึงริมทะเลแห่งหนึ่งจึงตั้งเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นที่นั้น

ครั้งนั้น พระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งในประเทศอินเดียทรงพระนามว่าพระเจ้าศรีธรรมโศกราชเช่นเดียวกัน (คือพระเจ้าอโศกที่รู้จักกันในประวัติศาสตร์) ได้ก่อพระเจดีย์ขึ้น ๘๔,๐๐๐ องค์ แต่ไม่มีพระธาตุจะบรรจุ จึงส่งทูตมายังเมืองนครศรีธรรมราช เพื่อขอแบ่งพระธาตุไป

พระเจ้าศรีธรรมโศกราชแห่งนครศรีธรรมราช เมื่อแรกก็ไม่รู้จะหาพระธาตุได้จากที่ใด แต่ต่อมามีชายชราอายุ ๑๒๐ ปี พอจะทราบเรื่องการฝังพระธาตุโดยเยาวกษัตริย์ทั้งสองในอดีตจึงชี้สถานที่ “หาดทรายแก้วชเลรอบ” ที่อยู่ในตัวเมืองของพระองค์นั้น แต่ก็ต้องหาผู้มีวิชาอาคมจึงสามารถนำพระบรมธาตุขึ้นมาได้ และแบ่งให้แก่พระเจ้าศรีธรรมโศกราชผู้สร้างพระเจดีย์ให้มีพระธาตุบรรจุได้ครบทั้ง ๘๔,๐๐๐ องค์

ส่วนที่ “หาดทรายแก้วชเลรอบ” ภายในเมืองของพระองค์นั้นน โปรดให้สร้างเจดีย์พระธาตุขึ้นตรงที่ ๆ เคยฝังพระธาตุแต่ก่อน ขณะนั้นพระพุทธสิหิงค์ลอยน้ำมาจากลังกา มาทางเกาะปีนังแล้วมาถึงหาดทรายแก้วที่ก่อเจดีย์พระธาตุ

แต่การก่อเจดีย์พระธาตุยังไม่เสร็จก็เกิดไข้ห่าลง ผู้คนจึงอพยพลงสำเภาหนีแต่ก็ไม่พ้นตายกันหมด เมืองนครศรีธรรมราชจึงร้างไปเป็นครั้งที่ ๑

๓. สมัยเมืองนครศรีธรรมราช ครั้งที่ ๒ 


มีเรื่องราวสั้น ๆ ที่ปรากฏขึ้นมาโดยไม่แสดงความเกี่ยวข้องกับเรื่องราวตอนใด โดยตำนานพระธาตุฯ ได้กล่าวถึงตัวเลขศักราช ๑๑๙๖ พระญาศรีไสณรงค์กับน้องชื่อธรรมกษัตริย์ มาจากทิศตะวันตกมาเป็นเจ้าเมือง พระพุทธสิหิงค์จากลังกามาประทักษิณพระธาตุอยู่ ๗ วันแล้วไปเชียงใหม่ ครั้นพระยาศรีไสยณรงค์สิ้นพระชนม์ พระอนุชาก็เป็นเจ้าเมืองแทน ถึงศักราช ๑๑๙๘ เจ้าธรรมกระษัตริย์ก็สิ้นพระชนม์ 

เรื่องในตำนานจริง ๆ ควรจะเริ่มเมื่อกล่าวถึงท้าวศรีธรรมโศกราชเจ้าเมือง “อินทปัตบุรีย์” กับน้องชื่อจันทรภาณุ และท้าวพงษ์สุราหนีไข้ห่า มาถึงพระธาตุที่ก่ออิฐค้างไว้ จึงได้ก่อพระธาตุจนเสร็จและสร้างกำแพงเมืองโดยรอบ ให้ผ้าขาวชาวหงสาวดีไปนิมนต์พระสงฆ์จากลังกามาทำบุญฉลองพระธาตุ การเฉลิมฉลองพระธาตุทราบไปถึงพระราชบิดาของท้าวอู่ทองแห่งกรุงศรีอยุธยาจึงให้ท้าวอู่ทองยกทัพลงมา ท้าวศรีธรรมโศกราชก็ยกทัพขึ้นไป กองทัพหน้าของทั้งสองปะทะกันถึงล้มตายแถบบริเวณ “บางตะภาร” ท้าวศรีธรรมโศกราชรู้สึกรันทดใจจึงขออ่อนน้อมยอมเป็นไมตรี ทั้งสองทัพก็เลิกแล้วต่อกัน

ศักราช ๑๒๐๐ ท้าวศรีธรรมโศกราชสิ้นพระชนม์ จันทรภาณุได้เป็นเจ้าเมืองแทน โดยใช้พระนามว่า ศรีธรรมโศกราช และท้าวพงษ์สุราได้เลื่อนเป็นจันทรภาณุ กองทัพชวายกทัพมา เอาชนะเมืองนครศรีธรรมราชได้ ต้องยอมเป็นเมืองส่งส่วยไข่เป็ดแก่ชวา แต่ต่อมาไม่นานก็มีคนดีชื่อพังพการเข้ารับราชการทหาร คิดต่อสู้ชวาโดยการขุดคูรอบเมืองพระเวียงขับไล่ชวาไปได้ จึงได้รับส่วนแบ่งให้ครองเมืองครึ่งหนึ่ง ต่อมาท้าวศรีธรรมโศกราช สิ้นพระชนม์ ก็เกิดโรคระบาด คนตาย เมืองร้างไปเป็นครั้งที่ ๒ 

๔. สมัยเมืองนครศรีธรรมราช ครั้งที่ ๓


ตำนานเมืองฯ กับตำนานพระธาตุฯ กล่าวต่างกันเล็กน้อยในรายละเอียด โดยตำนานเมืองได้อ้างอิงไปถึงเรื่องเจ้านายเชื้อสายกษัตริย์ผู้แยกตัวออกมาจากส่วนกลาง ซึ่งก็ควรหมายถึงกรุงศรีอยุธยา ตั้งแต่ก่อนปีการสถาปนากรุงอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๓ มาตั้งศูนย์อำนาจอีกแห่งหนึ่งขึ้นที่เมืองเพชรบุรี โดยมีคำเรียกผู้ครองเมืองด้วยภาษาที่มีความหมายสูงสุดว่า “พระเจ้าอยู่หัว”

ตำนานเมืองฯ ได้กล่าวถึงพระนามกษัตริย์ แสดงถึงอำนาจส่วนกลางที่แยกมาตั้งอยู่ที่เมืองเพชรบุรี ว่า “พระพนมทะเลศรีมเหศวัสดิทราธิราช” กับพระอนุชาผู้ได้สืบอำนาจองค์ต่อมาพระนามว่า “รัตนากร” ทั้งสองพระองค์เป็น “พระเจ้าหลาน” ของ “พระปู่พระย่า” ที่มีอำนาจปกครองอยู่ที่ส่วนกลาง 

พระเจ้าอยู่หัวเมืองเพชรบุรีได้สนับสนุนให้มีการก่อตั้งบ้านเมืองต่าง ๆ ขึ้น ตามชายฝั่งอ่าวไทย ประมาณตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไปถึงจังหวัดนครศรีธรรมราช 

เรื่องในตำนานเมืองฯ และตำนานพระธาตุฯ พอสรุปให้เป็นเรื่องเดียวกันได้ว่า เมื่อศักราช (พุทธศักราช) ๑๘๑๕ (ตามตำนานพระธาตุฯ) มีพระราชโองการจากกษัตริย์ส่วนกลาง สนับสนุนชาวพื้นเมืองสองพี่น้องแห่งบ้าน “จรุงสระ” หรือบ้าน “ท่าวัง” กับบ้าน “ลานตะกา” ให้ช่วยกันสร้างเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นมาใหม่ มีลูกหลานทายาทครองเมืองสืบต่อกัน ๑ – ๒ คน ซึ่งตั้งแต่สมัยนี้เป็นต้นมา ได้มีการบูรณะก่อสร้างเสนาสนะ ปูชนียวัตถุ และปูชนียสถานภายในวัดพระมหาธาตุนครศรีธรรมราชอย่างต่อเนื่องไม่มีว่างเว้น

หลังจากนั้น ตำนานพระธาตุเมืองนครศรีธรรมราช ได้กล่าวถึงการแต่งตั้งเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชจากส่วนกลางมาครองและการทำนุบำรุงวัดพระธาตุฯ ในปี พ.ศ. ๑๘๖๑, ๑๙๑๙, ๒๐๓๙, และปีสุดท้ายคือ ๒๑๙๓ ตรงกับรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา โปรดให้พระยาบริบาลพลราช เจ้าเมืองตะนาวศรีมาเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช

ในท้ายของการวิเคราะห์โครงเรื่องเพื่อแบ่งยุคสมัยของเมืองนครศรีธรรมราชนี้ อาจารย์พิเศษฯ ได้ยกข้อวินิจฉัยของพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์เกี่ยวกับจุดเวลาของการแต่งตำนานมาแสดงด้วยว่า คือสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา เพราะเป็นรัชกาลถัดจากศักราชสุดท้ายที่ตำนานกล่าวถึง

เมื่อพิจารณาจากการลำดับโครงเรื่องข้างต้นแล้ว อาจกล่าวได้โดยสรุปว่า เมืองนครศรีธรรมราชมีชาตะและมตะด้วยเหตุเดียวกันในแต่ละสมัย นั่นคือ “โรค” ในตำนานพระธาตุฯ กล่าวถึงโรคในทำนองโรคระบาดนี้ ด้วยชื่อเรียกเฉพาะว่า “ไข้ยุบลมหายักษ์” หรือ “ไข้ยุบล” (ตำนานเมืองฯ เรียก “ไข้ยมบน”) กับชื่ออย่างศัพท์โบราณว่า “ไข้ห่า” 

เป็นที่น่าสนใจว่าทั้งชื่อของไข้ยุบลมหายักษ์ ยุบล หรือห่า ล้วนไม่สื่อถึงอาการของโรคให้เข้าใจได้ทันที แต่กลับทำให้เห็นสภาพการณ์ว่าเป็นโรคระบาดที่มีผลทำให้ผู้คนล้มตายมาก “มหายักษ์” ให้ภาพว่าเป็นโรคอันใหญ่ อันยิ่งอันถอดไม่ออก ส่วน “ห่า” คือการแสดงให้เห็นว่าจำนวนคนป่วยคนตายจากไข้นี้มีมาก  

อาจารย์ดิเรก พรตตะเสน ได้อธิบายความหมายของชื่อไข้นี้ด้วยบทความ “ยมบน” ในวารสารรูสะมิแลว่า ไข้ยมบน (ใช้ตามตำนานเมืองฯ) มีความหมายเดียวกันกับ “พระยมเรียก” ที่เมื่อ “ยมบนทีไร ประชากรมนุษยภูมิตามแว่นแคว้นต่าง ๆ ตายผล็อยยเหมือนใบไม้ร่วงเป็นจำนวนพันจำนวนหมื่น” กับทั้งยังได้อธิบายต่อไปถึงอาการของไข้ว่าเป็นอย่างสำนวนมุขปาฐะชาวนครว่า “ขี้ทีรากที” หรือ “อหิวาตกโรค” นั่นเอง

ในขณะเดียวกันก็มีการสันนิษฐานเกี่ยวกับไข้นี้อีกกระแส อาจารย์ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ ได้ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจ ในหนังสือห่าลง จีนถึงไทย ตายทั้งโลก โดยได้เชื่อมโยงประวัติศาสตร์การเกิดโรคระบาดในรัฐโบราณเข้ากับประวัติศาสตร์โลกว่า เมื่อครั้งสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ สถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นนั้น ตรงกับปีที่มีการระบาดใหญ่ของความตายสีดำ (Black Death – กาฬโรค) ในยุโรปและก่อนหน้านั้นเล็กน้อยในมณฑลเหอเป่ย ประเทศจีน ทำให้โรคห่าที่พระเจ้าอู่ทองหนีมาจากเมืองอู่ทองนั้นอาจเป็นโรคเดียวกันโดยอาศัยการเชื่อมโยงกันของการค้าข้ามสมุทร

เช่นเดียวกันกับบริบทของนครศรีธรรมราช ในฐานะที่เป็นเมืองท่าสำคัญของคาบสมุทรมลายู ที่ปฏิเสธการมีปฏิสัมพันธ์กับเมืองท่าอื่นทั่วโลกไปไม่ได้ จึงเป็นไปได้ว่า “ไข้ยุบล” หรือ “ไข้ยมบน” ที่ปรากฏในตำนานพระธาตุเมืองนครศรีธรรมราชนั้น จะคือ “กาฬโรค” ด้วย


ดูคลิปย้อนหลังรายการ “รวมเรื่องเมืองนคร” ตอน โรคระบาด ในตำนานพระธาตุเมืองนคร ได้ที่นี่

ติดตามLive สดรายการ “รวมเรื่องเมืองนคร” ได้ทุกวัน พฤหัสษบดี เวลา ๑๙.๓๐-๒๐.๓๐ น ได้ทางเพจ Nakhonsi Station ที่นี่นครศรีธรรมราช


 

ชาวสวน ชาวไร่ ติดต่อบริการ Nakhonsistation ช่วยขาย ได้ที่ Line @nakhonsistation หรือโทร 0926565298

Recommended Posts

No comment yet, add your voice below!


Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *