หมาก กินแบบโบราณ สู่งานวิจัยหมากสมุนไพรปิดผมขาวย้อมผมหงอกไร้สารเคมี วิสาหกิจชุมชนคนสร้างสุขวังมโนราห์

หมากสมุนไพรปิดผมหงอก สมุนไพรย้อมผมธรรมชาติ 100% ปิดผมหงอกภายใน 3-5 นาที ไม่ต้องล้างออก ใช้ง่าย ประหยัด เริ่มต้นเพียงครั้งละ 10 บาทเท่านั้น ซื้อได้ที่ Nakhonsistation.com

Continue reading

10 พระเครื่องนครศรีธรรมราช เชิญมากราบไหว้บูชา ขอพร สัมฤทธิ์ผลหน้าที่การงาน ค้าขายร่ำรวย

เอาใจสายมู กับของขลัง กับ 10 พระเครื่องชื่อดังเมืองนครฯ  หากเราพูดถึงจังหวัดนครศรีธรรมราช นอกจากอาหารอร่อย ของพื้นเมืองขึ้นชื่อ และที่ท่องเที่ยวสุดชิคแล้ว ก็ต้องไม่พลาด เครื่องรางของขลัง ที่ขึ้นชื่อไม่แพ้กัน และวันนี้ เราก็จะพาไปรู้จักกับ 10 พระเครื่องนครศรีธรรมราชกัน

1.องค์จตุคราม รามเทพ

องค์จตุคาม รามเทพ วัดพระธาตุ

            ชาวนครฯเชื่อกันว่าองค์จตุคราม รามเทพนั้น คือองค์ที่คอยปกปักรักษาบ้านเมืองและผู้ศรัทธาให้มีแต่ความสุข ความเจริญ เพราะเป็นองค์สมมติเทพคือ พระนารายณ์อวตาร นั่นเอง ตามจารึกของชาวศรีวิชัยได้บอกว่า

“มีอานุภาพดุจดังพระอาทิตย์และพระจันทร์ ที่ขจัดความมืดมัวในโลก” การขออธิษฐานจากพระองค์นั้นทำได้โดยมีเงื่อนไขต้องไม่ผิดศีลธรรม

2.พ่อท่านคล้ายวัดสวนขัน

พ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ วัดสวนขัน

            พระครูพิศิษฐ์อรรถการ หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า “พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์”  ประชาชนและลูกศิษย์ต่างเคารพนับถือพ่อท่านคล้าย ด้วยพ่อท่านจะพูดจาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แจ่มใส อารมณ์เยือกเย็น พร้อมให้พรทุกคนอยู่เสมอ เนื่องจากท่านขึ้นชื่อเรื่องวาจาศักดิ์สิทธิ์ทุกคนจึงกลัวท่านตำหนิมาก เพราะเชื่อว่าทุกคนที่ถูกตำหนิจะพบกับสิ่งวิบัติ ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงหวังจะได้รับคำอวยพรจากท่านกันแทบทั้งสิ้น และนอกจากคำอวยพรแล้ว วัตถุมงคลจากพ่อท่านคล้ายก็เป็นสิ่งที่ทุกคนต่างเสาะแสวงหาเพื่อนำมาบูชาเช่นเดียวกัน

3.หัวนะโม

หัวนะโม

            หัวนะโม เครื่องรางของขลังที่ชาวนครฯรู้จักดี  ที่เรียกว่า “หัวนะโม” มีลักษณะเป็นเม็ดกลมๆ มีอักษรปัลลวะหรืออักษรอินเดียโบราณจารึกไว้บนเหรียญ ตอนที่เกิดโรคห่าระบาด กษัตริย์แห่งอาณาจักรได้นำหัวนะโมที่ปลุกเสกไปโรยไว้รอบๆเมือง ปรากฎว่าโรคห่าได้หายไป จึงเป็นที่มาของการบูชานับถือจนถึงปัจจุบันนี้  โดยในปัจจุบันนิยมนำไปทำเป็นเครื่องประดับ ตกแต่งเพื่อความสวยงามในการพกพา

4.พระแม่เศรษฐี วัดร่อนนา

พระแม่เศรษฐี วัดร่อนนา

            ว่ากันว่าเมื่อ 800ปีก่อนมีครอบครัวเศรษฐีที่มีลูกสาว 1คน แต่เกิดอุบัติเหตุทำให้นางพลัดตกน้ำไป และไม่ว่าจะหายังไงก็หาไม่พบ ด้วยความรักที่มีต่อบุตรสาว เศรษฐีจึงให้สร้างรูปปั้นลูกสาวของตน แต่ไม่ว่าจะสร้างยังไงก็ไม่เหมือน จนรู้ถึงหูพระอินทร์จึงให้พระวิษณุแปลงกายมาเป็นพราหมณ์เฒ่าลงมาช่วยจนสำเร็จ จึงกลายเป็นตำนานมาจนถึงปัจจุบัน

ปัจจุบันนี้องค์แม่เศรษฐีขึ้นชื่อเรื่องการขอบุตร หากใครต้องการมีบุตรธิดาก็ต่างมาขอที่นี้ และสมหวังก็จะนำรูปถ่ายของลูกมาไว้ที่ศาลเจ้าของเจ้าแม่นั่นเอง

5.ไอ้ไข่

ไอ้ไข่ วัดเจดีย์

              นาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก “ไอ้ไข่” เพราะขึ้นชื่อเรื่องโชคลาภ เลขเด็ด ทำมาค้าขึ้น โดยผู้ที่บูชาต่างก็ได้รับโชคดีกันไปตามๆกัน จึงทำให้ผู้คนหลั่งไหลมาที่วัดดอนเจดีย์ ไม่ขาดสายนั้นเอง  โดยตามตำนาน ไอ้ไข่ นั้น มีมากมายหลายเรื่องด้วยกัน

อาทิ เช่น ไอ้ไข่คือวิญญาณเด็กที่ติดตามหลวงพ่อทวด เมื่อหลวงพ่อทวดธุดงค์มาที่วัดร้างแห่งนี้ และให้วิญญาณดวงนี้เฝ้าดูแลปกปักษ์รักษาทรัพย์สินของแผ่นดินที่อยู่ภายในวัดไว้ เป็นต้น

6.พ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง

พ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง

            พ่อท่านคลิ้ง พระอริยสงฆ์แห่งเมืองนครฯ ที่มีอายุถึง 104ปี และสังขารไม่เน่าเปื่อย โดยท่านออกบวชตั้งแต่อายุ 8 ขวบ และครองเพศบรรพชิตมาตลอดจนกระทั่งละสังขาร พ่อท่านคลิ้งขึ้นชื่อเรื่องคาถาอาคม ท่านยังปลุกเสกวัตถุมงคลไว้มากมาย อาทิ ลูกอมชานหมาก พระปิดตาเนื้อผงผสมหว่าน เป็นต้น โดยวัตถุมงคลท่านพ่อคลิ้งนั้นเด่นไปทาง เมตตามหานิยม โภคทรัพย์ แคล้วคลาด ปลอดภัย นั่นเอง

7.พ่อท่านซัง วัดวัวหลุง

.พ่อท่านซัง วัดวัวหลุง

            ไม่มีเกจิใดไม่รู้จักเหรียญของพ่อท่านซัง แห่งวัดวัวหลุง เพราะเป็นเหรียญที่มีราคาแพงที่สุดในเมืองนครฯ  ด้วยเป็นพระคณาจารย์ในยุคเก่าที่มีบารมีสูง ว่ากันว่า ท่านไม่เคยสร้างเหรียญหรือรูปถ่ายใดใด จะมีก็แต่เครื่องรางประเภทตะกรุด เสื้อยันต์ ผ้ายันต์ ไม่มากนัก ทำให้มีราคาสูงมาก ซึ่งเหรียญถูกสร้างมาภายหลัง ขึ้นชื่อเรื่องอยู่ยงคงกระพัน ทำให้เป็นที่หมายปองของคนที่ชอบสะสมของเหล่านี้เป็นอย่างมาก

8.พ่อท่านเขียว วัดหรงบล

พ่อท่านเขียว วัดหรงบล

            ชื่อเสียงของพ่อท่านเขียว เกิดจาก ลูกศิษย์ต้องการของดีจากอาจารย์เป็นที่ระลึก จึงนำผ้าขาวแล้วนำผผงขมิ้นมาทาฝ่าเท้าของพ่อท่าน ประทับลงบนผ้าขาวและให้ท่านอธิษฐานจิตลงบนผ้าขาวนั้นจึงนับเป็นผ้ายันต์ ต่อมามีคนลองนำไปทดลองใช้ปืนยิง ปรากฎว่าปืนด้าน ยิงไม่ออก จนทำให้เลื่องลือเป็นที่กว้างขวางนับแต่นั้นมา  ต่อมาก็มีชาวบ้านนำชานหมากของท่านมาปั้นเป็นลูกอม ได้ผลชะงักในการป้องกันสัตว์มีพิษนักแล ต่อมาเมื่อมีผู้ต้องการมากขึ้นท่านก็ได้ทำสิ่งอื่นออกมา ต่างก็ปรากฎปาฎิหาริย์ต่างๆ เสมอๆ นั่นเอง

9.พ่อท่านมุ้ย วัดป่าระกำเหนือ

พ่อท่านมุ้ย วัดป่าระกำเหนือ

            พ่อท่านมุ้ย หรือพระครูนิโครธจรรยานุยุต พระเกจิชื่อดังแห่งเมืองนครฯ เป็นพระเถระที่เปี่ยมไปด้วยเมตตา โดยพ่อท่านมุ้ยเป็นพระวิปัสสนา ที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย และยังมีความรู้ทั้งด้านหมอยาสมุนไพร ว่ากันว่ายุคก่อนที่หมอจะมีความรู้ พ่อท่านก็ได้ช่วยเหลือชาวบ้านทั้งหญิงที่คลอดยาก ให้คลอดลูกได้ง่ายขึ้น ต่อมาเมื่อชราภาพจึงหยุดไป แต่ก็ยังทำลูกอมให้ เพื่อชาวบ้านที่มาขอไปแช่น้ำให้หญิงที่จะคลอดดื่มและนึกถึงพ่อท่าน ก็จะคลอดง่าย ปลอดภัยทั้งแม่ทั้งลูกเช่นเดียวกัน

10.พ่อท่านกล่ำ วัดศาลาบางปู

พ่อท่านกล่ำ วัดศาลาบางปู

            พ่อท่านกล่ำ แห่งวัดศาลาบางปู พระอริยสงฆ์ที่ให้กำเนิดยันต์ 8ทิศ ราหู 8 ตน พระครูวิสุทธิจารี หรือพ่อท่านกล่ำถือพรมจรรย์ บวชเรียนตั้งแต่สามเณรจนละสังขารตอนอายุได้ 96 ปี และร่างของท่านยังเก็บอยู่ในมณฑป โดยที่เส้นเกศา หรืออวัยวะต่างๆ ต่างไม่เสื่อมสลายไป นับเป็นอีกหนึ่งพระเกจิที่ชาวบ้านต่างเลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

            เมืองนครศรีธรรมราช ไม่ได้ขึ้นชื่อเพียงด้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว รวมไปถึงของพื้นเมืองต่างๆ และก็ยังมีพระเกจิชื่อดังที่เป็นที่เลื่อมใส ศรัทธา ของชาวบ้าน และผู้คนมากมาย ถือเป็นเมืองที่เราทุกคนควรไปเยือนสักครั้งในชีวิตเลยทีเดียว

กระเป๋ากระจูด งานหัตถกรรมเพิ่มมูลค่า เก๋ไก๋ทันสมัย ของดีเมืองนคร

“กระจูด” หรือ “จูด” เป็นเป็นพันธุ์ไม้จำพวก “กก” ลำต้นมีลักษณะกลม สีเขียวอ่อน สูงประมาณ 1-2 เมตร ออกดอกเป็นกระจุกแน่นคล้ายกับดอดกระเทียม เจริญเติบโตเป็นกลุ่มใหญ่ในแหล่งน้ำธรรมชาติ หรือในระบบนิเวศพื้นที่ตามแนวชายฝั่ง ชอบขึ้นในพื้นที่ที่มีน้ำขังหรือป่าพรุที่มีน้ำขังตลอดปีที่ระดับความลึกประมาณ 1-2 เมตร แพร่พันธุ์ได้รวดเร็ว มีถิ่นกำเนิดมาจากเกาะมาดากัสการ์ ลังกา สุมาตรา มอริเซียส หมู่เกาะต่างๆ ในแหลมมลายู ฮ่องกง บอร์เนียว รวมไปถึงทวีปออสเตรเลียฝั่งตะวันออก ส่วนในประเทศไทยพบได้แถบภาคตะวันออกและภาคใต้

กระเป๋ากระจูดจากหญ้าไร้ราคา เพิ่มมูลค่าด้วยหัถศาสตร์ภูมิปัญญาชาวบ้าน

การสานกระจูด เครดิตภาพ smartsme.co.th

ประเทศไทยพบกระจูดมากในพื้นที่ป่าพรุของตำบลเคร็ง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นแหล่งของกระจูดที่มีคุณภาพดี เหนียวและทนทาน ชาวบ้านมักจะนำกระจูดมาจักสานเป็นข้าวของเครื่องใช้ภายในครัวเรือน โดยใช้ภูมิปัญญาที่ถูกถ่ายทอดมาจากรุ่นของปู่ย่าตายาย ซึ่งชาวบ้านสานกันเป็นแทบทุกคนอยู่แล้ว งานสานที่นิยมทำกันมากก็คือ “เสื่อกระจูด” ที่เอาไว้ใช้สำหรับปูนอน และทำขายด้วยแต่กลับไม่มีตลาดรองรับ

ทว่าในปัจจุบันได้มีการพัฒนาต่อยอดดัดแปลงจนกลายมาเป็นกระเป๋ากระจูดสานแฟชั่น ที่มีดีไซน์สวยเก๋ และมีลวดลายต่างๆ หลายแบบให้เลือกมากขึ้น รวมทั้งมีหลายสีให้เลือกด้วยเพราะมีการนำกระจูดมาย้อมสีด้วยสีย้อมจากธรรมชาติ เหตุผลที่ชาวบ้านเลือกใช้สีย้อมจากธรรมชาติแทนที่จะใช้สีย้อมจากสารเคมีนั้นก็เพราะว่าการใช้สีย้อมจากสารเคมีจะส่งกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและส่งผลร้ายต่อสุขภาพของชาวบ้านเองด้วย

นอกจากการสานกระจูดจะมีการพัฒนาในเรื่องของสีสันแล้ว ยังมีการพัฒนาในเรื่องของลวดลายที่สานอีกด้วย โดยการนำกระจูดที่ย้อมสีแล้วมาสานเพื่อทำให้เกิดลวดลายที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น ซึ่งลวดลายที่สานนั้นก็มีทั้งลายดั้งเดิม ได้แก่ ลายขัดหนึ่ง ลายขัดสอง และลายขัดสาม ซึ่งเป็นลายพื้นฐาน เมื่อสานลายพื้นฐานเหล่านี้จนชำนาญก็สามารถประยุกต์ไปเป็นลายขั้นสูงได้ เช่น ลายตอกคู่ ลายขัดตาหมากรุก ลายดอกพิกุล เป็นต้น

ลายขัดสอง หรือลายสอง เป็นลายที่นิยมมาสานเป็นลายของเสื่อมากที่สุด เพราะสานง่าย สร้างความแข็งแรงให้กับเสื่อ และสวยงามกว่า และยังสามารถดัดแปลงเป็นลายอื่นๆ  ได้อีกหลายลาย เช่น ลายลูกแก้ว ลายดาวล้อมเดือน ลายดาวกระจาย เป็นต้น

การสานกระจูด เครดิตภาพ kajood.com

ส่วนลายประยุกต์ หรือลายที่มีการพัฒนาเพื่อปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัย และความต้องการของผู้บริโภคเพื่อทำการขยายตลาดเพิ่มนั้น ได้แก่ ลายตัวแอล ลายสก๊อต ลายฟันปลา ลายรองจาน เป็นต้น

ปัจจุบันนี้ชื่อเสียงของเครื่องจักสานกระจูดจากเมืองนครศรีธรรมราชเริ่มเป็นที่รู้จักกันในวงกว้างมากขึ้นเนื่องจากเป็นแหล่งผลิตสินค้าจากต้นกระจูดแท้ๆ ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เพราะต้นกระจูดเป็นพืชที่ขึ้นเองตามธรรมชาติในท้องถิ่นและมีความชุกชุมมาก ทำให้หาได้ง่าย ไม่ต้องลงมือปลูกเองเลย ดังนั้นชาวบ้านจึงสามารถแปรรูปกระจูดตั้งแต่การเก็บกระจูดสดไปจนถึงขั้นตอนของการทำกระจูดสานโดยที่ยังใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมอยู่ได้ แค่ปรับจากการสานไว้ใช้งานเองในครัวเรือนมาเป็นการสานกระจูดในเชิงของธุรกิจแทน

ซึ่งนอกจากจะมีกระเป๋าสานกระจูดแล้ว ยังสามารถสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้มากยิ่งขึ้น เช่น พัด กระเป๋าสะพาย กระเป๋าถือ รองเท้าแตะ ที่ใส่โน้ตบุ้กหรือไอแพด หรือของตกแต่งบ้านต่างๆ เช่น ปลอกคลุมเก้าอี้ ที่รองแก้ว ที่รองจาน ที่ปูโต๊ะ เป็นต้น

และจุดเด่นของกระเป๋าสานจากกระจูดอยู่ที่ยิ่งใช้ก็ยิ่งทน และกระจูดยิ่งเก่าก็จะออกสีเหลืองทอง มีความเหนียว ทนทาน การเก็บรักษาก็ง่ายไม่ยุ่งยากเพียงแค่วางเก็บไว้ในที่ร่ม และถ้าเป็นไปได้ยิ่งใช้กระเป๋าได้บ่อยเท่าไหร่กระเป๋าก็จะยิ่งนิ่มขึ้นเท่านั้นอีกด้วย

กระเป๋ากระจูดหัตกรรมพื้นบ้าน ปรับตัวเฉิดฉายสร้างรายได้ออนไลน์เป็นกอบเป็นกำ

Live ขายกระเป๋ากระจูด เครดิตภาพ กระจูดไทย [Krajoodthai]

ปัจจุบันช่องทางในการจัดจำหน่ายก็มีมากมายหลากหลายช่องทางเพื่อให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อตามความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นช่องทางออฟไลน์ที่วางขายผ่านหน้าร้าน และที่ทำการไปรษณีย์ รวมไปถึงช่องทางออนไลน์ต่างๆ เช่น Shopee, Facebook Page, Lazada, Instagram โดยเฉพาะการไลฟ์สดขายของได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี เพราะสามารถสื่อสารโดยตรงกับลูกค้าได้ทันทีในขณะที่ทำการไลฟ์สด ทำให้การเปิดขายผ่านไลฟ์สดในแต่ละครั้งนั้นสามารถที่จะปิดการขายได้มากกว่า 100 ชิ้นเลยทีเดียว ส่งผลให้ในแต่ละเดือนมียอดจำหน่ายมากกว่าหนึ่งแสนบาทต่อเดือน และกลายเป็นช่องทางหลักในการกระจายสินค้าให้ส่งตรงถึงมือลูกค้าในช่วงที่โควิด-19 ระบาดด้วย

นอกจากจะจัดจำหน่ายในสถานที่ต่างๆ ดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังส่งไปจำหน่ายแก่กลุ่มลูกค้าในจังหวัดเชียงใหม่ หนองคาย ภูเก็ต หน่วยงานต่างๆ เช่น โรงแรม รวมทั้งยังส่งออกไปยังประเทศจีนมาได้ 2-3 ปีแล้วด้วย ซึ่งรูปแบบผลิตภัณฑ์จักสานจากกระจูดที่คนจีนนิยมคือ “กล่องตะกร้า” และ “กระเป๋าสาน” อีกทั้งลูกค้ายังมีทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา คนวัยทำงาน และข้าราชการ ซึ่งราคาของสินค้าก็เริ่มต้นที่ 100 บาทไปจนถึงราคาหลักพัน

ดังนั้นงานจักสานกระจูดจึงไม่ใช่แค่งานภูมิปัญญาที่ถูกถ่ายทอดมายังรุ่นต่อรุ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นงานหัตถกรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดเพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้อย่างยั่งยืนต่อไป

“เข็ดมอน” จากหญ้าดึกดำบรรพ์ สู่น้ำมันนวด KM Oil

“เข็ดมอน” เป็นหญ้าชนิดหนึ่ง เติบโตตามธรรมชาติ พบได้ทั่วไปบนดินทรายในพื้นที่ภาคใต้ โดยฉพาะตามแนวสันทรายโมคลาน ตำบลโมคลาน อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ปรากฏในสำนวนท้องถิ่นที่จดจำและเล่าต่อกันเป็นมุขปาฐะว่า “ตั้งดินตั้งฟ้า ตั้งหญ้าเข็ดมอน” การถูกทรงจำในลักษณะที่มีต้นกำเนิดมาพร้อมดินและฟ้า ทำให้หญ้าเข็ดมอนมีอีกสถานะคือการเป็น “หญ้าดึกดำบรรพ์”

หญ้าเข็ดมอนที่พบบนสันทรายโมคลานมี 2 ชนิด “ลุงชม” หรือ นายชม พันธิ์เจริญ ปราชญ์ท้องถิ่นตำบลโมคลานวัย 76 ปี อธิบายว่า “…หญ้าเข็ดมอนมี 2 ชนิดใหญ่ๆ คือหญ้าเข็ดมอนตัวผู้ และหญ้าเข็ดมอนตัวเมีย ทั้ง 2 นี้ มีสรรพคุณในทางยา…”

ลุงชม เล่าให้คณะทำงานโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ (1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย) ภายใต้การสนับสนุนจากกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ซึ่งพื้นที่ตำบลโมคลานบ้านลุงชมอยู่ในความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยมี ผศ.ดร. รุ่งระวี จิตภักดี เป็นหัวหน้าโครงการ ฟังว่า ลุงชมได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรและการทำน้ำมันนวดมาจากคุณปู่ ในระยะแรกได้ทดลองทำน้ำมันจากสมุนไพร 3 ชนิด คือ ผักเสี้ยนผี ขมิ้นอ้อย และน้ำมันมะพร้าว เมื่อทดลองใช้เองแล้วได้ผลพอสมควรจึงแสวงหาสมุนไพรในท้องถิ่นเพิ่มเติมเพื่อสรรพคุณที่มากกว่า จนพบว่า “หญ้าเข็ดมอน” มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดเมื่อย ตามชื่อที่ชาวปักษ์ใต้เรียกอาการปวดเมื่อยว่า “เข็ด”

ลุงชมได้สืบสานภูมิปัญญาของบรรพบุรุษโดยการสกัดสรรพคุณจากสมุนไพรหญ้าเข็ดมอนออกมาใช้ประโยชน์ พร้อมกับส่วนประกอบต่าง ๆ อีก 19 ชนิด เป็นน้ำมันสมุนไพรที่สามารถใช้นวดบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ป้ายแผลเปื่อย แผลสด แผลน้ำร้อนลวก แผลในปากจากอาการร้อนใน ชโลมหนังศีรษะรักษาอาการผมร่วงเนื่องจากเชื้อรา

ในระยะแรก บรรจุภัณฑ์และแบรนด์ภายใต้ภาพและชื่อ “ลุงชม” สนนราคาอยู่ที่ขวดละเพียง 20 บาท มีจำหน่ายเฉพาะที่บ้านของลุงชมเท่านั้น ผศ.ดร. รุ่งระวีฯ และคณะทำงานจึงมีความเห็นร่วมกันว่า หญ้าเข็ดมอนคือของขวัญจากบรรพชน คือจุดเชื่อมร้อยระหว่างอดีตกับปัจจุบัน คือภูมิปัญญาที่สามารถพัฒนาสู่อาชีพ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการฯ ที่มีขึ้นเพื่อสร้างรายได้และอาชีพให้กับชุมชน หญ้าเข็ดมอนจึงควรได้รับการพัฒนาให้กลับมาทรงจำของคนในยุคปัจจุบันอีกครั้งในฟังก์ชันที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคและกระแสสังคม โดยเบื้องต้นได้วางแผนในการ Rename Repackeging และ Remarketing เพิ่มมูลค่าตลอดจนการขยายผลสู่การส่งเสริมอาชีพที่เกี่ยวเนื่องให้กับชุมชน เพื่อให้ “หญ้าเข็ดมอน” จากหญ้าดึกดำบรรพ์ จะได้ถูกพัฒนาสู่น้ำมันนวด KM Oil ลุงชมเคเอ็มออยล์ จึงเป็นการผสมสานศาสตร์ภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นฐานของศิลปวัฒนธรรมและการแพทย์พื้นบ้าน KM ที่มาจาก Khed Mon จึงคล้ายว่าเป็นคุณค่าและความหมายเดียวกันกับ Knowledge Management

ไผ่พาสเทล โมคลาน ผลิตภัณฑ์ชุมชนที่เป็นมากกว่าเครื่องจักสาน

ไผ่พาสเทล โมคลาน

โมคลาน” เป็นตำบลหนึ่งในอำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช มีพื้นที่ทอดตัวไปในแนวเหนือ-ใต้ ขนานไปกับชายฝั่งทะเลตะวันออก มีภูมิประเทศตั้งอยู่บนสันทรายระหว่างเทือกเขานครศรีธรรมราชและทะเลอ่าวไทย ทำให้ทั้งดินและน้ำอุดมสมบูรณ์เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงทั้งผู้คน สรรพสัตว์ และพืชพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ต้นไผ่” ซึ่งเป็นไม้ชั้นดีที่ต่างก็ยอมรับกันในเรื่องคุณภาพ ตั้งแต่หน่อไม้ถึงปลายลำ ถูกนำมาใช้สอยได้นานาประโยชน์ ไผ่ดีด้วยดินดี น้ำดี ดังกล่าวแล้วว่าโมคลานตั้งอยู่บนสันทรายอันอุดมสมบูรณ์ “ไผ่” จึงเป็นหนึ่งในห่วงโซ่การเกษตรที่สำคัญบนสันทรายนี้

โมคลานมีปราชญ์ท้องถิ่นคนสำคัญอย่าง “นายกิบหลี หมาดจิ” หรือ “ป๊ะกิบหลี” ทำให้ “ไผ่” ถูกประดิษฐ์ประดอยด้วยภูมิปัญญาอันสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เช่น กระเชอ ชะลอม กระด้ง กระจาด ตะกร้า เป็นต้น นอกจากการสืบสานงานหัตถกรรมเหล่านี้แล้ว ป๊ะกิบหลียังพัฒนาฝีมือด้วยการประยุกต์สานกระบอกใส่แก้วน้ำแบบพกพา โคมไฟ และอีกสารพัด สุดแต่จะได้รับออเดอร์ คล้ายกับว่าทั้งผู้ทำและผู้ใช้ต่างก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์

มากไปกว่าการเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน ป๊ะกิบหลี ยังเปิดบ้านเป็นแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ทั้งเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ของชุมชนและต้อนรับนักท่องเที่ยว เหมาะสำหรับใครที่กำลังมองหากิจกรรมสำหรับครอบครัวด้วยงาน DIY Handicraft ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ให้เด็กๆ ร่วมกันออกแบบบรรจุภัณฑ์สร้างสรรค์ของครอบครัว แถมยังฝึกทักษะการคิดเชื่อมโยง ทีมเวิร์ค และสมาธิหลักสูตรระยะสั้นกันได้ภายในระยะเวลา 1 วันก็ได้เลยทีเดียว

ไผ่จากป่า มาสู่งานฝีมือ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ความโดดเด่นจากการไล่สีของเปลือกไผ่ทำให้ได้โทนพาสเทลแบบออแกนิก ปลอดภัยสำหรับการใช้สอยที่ต้องสัมผัสกับอาหาร แถมยังได้ชื่นชมกับคุณค่าจากสีธรรมชาติของตอกไผ่บนผลิตภัณฑ์พื้นถิ่น ของที่นี่โมคลาน…

ส้มโอทับทิมสยาม ผลไม้ต้องลองของดีเมืองนครศรี

ถ้าพูดถึงสุดยอดของส้มโอในยุคปัจจุบันนี้คงหนีไม่พ้น “ส้มโอทับทิมสยาม” หรือเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “ส้มโอแดงสยาม” ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่เป็นของดีขึ้นชื่อประจำจังหวัดนครศรีธรรมราชอยู่ ณ ตอนนี้ ที่สามารถช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเป็นอย่างดี เนื่องจากความต้องการของตลาดนั้นเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค

            ก่อนอื่นเราทำความรู้จักประวัติความเป็นมาของส้มโอสายพันธุ์นี้กันสักหน่อยก่อนว่ากว่าจะได้มาเป็นสุดยอดของส้มโอในยุคนี้นั้น ใครกันที่เป็นคนพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ จนเราได้มีโอกาสกินส้มโอที่มีรสหวานไม่มีรสขมกัน

ส้มโอทับทิมสยามเป็นมาอย่างไร

ส้มโอทับทิมสยาม

            จุดเริ่มต้นของส้มโอทับทิมสยามนั้น เริ่มจาก เมื่อปี พ.ศ. 2523 “นายสมหวัง มันแหละ” เกษตรกรในหมู่บ้านแสงวิมาน อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ได้ไปซื้อส้มโอพันธุ์พื้นเมืองมาจาก อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ซึ่งชาวบ้านนิยมเรียกส้มโอพันธุ์พื้นเมืองนี้ว่า “ส้มโอสีชมพู” เพราะเนื้อของส้มโอจะเป็นสีชมพู แต่ทว่ารสชาติไม่อร่อยเลยไม่เป็นที่นิยมซื้อมารับประทานกัน

            ในตอนแรกนายสมหวังได้ทำการซื้อมาทดลองปลูกที่บ้านแสงวิมานจำนวน 3 กิ่ง จนเมื่อต้นโตติดผลแก่และนำมารับประทานได้นั้น ปรากฏว่ามีรสชาติหวานมากขึ้นกว่าเดิมแต่ก็ยังมีรสขมปนอยู่ จึงใช้วิธีปรับปรุงพันธุ์ด้วยการตอนกิ่งแบบต่อเนื่องหลายๆ รุ่น จนกระทั่งในรุ่นสุดท้าย นำกิ่งตอนนั้นไปปลูกจนติดผล และเมื่อนำเนื้อมากินปรากฏว่าไม่มีรสขมหลงเหลืออยู่แล้ว เหลือเพียงรสหวานเพียงอย่างเดียว ส่วนสีของเนื้อส้มโอนั้นก็มีสีแดงเข้มขึ้นคล้ายกับสีของทับทิมมาก นายสมหวังจึงตั้งให้ใหม่ว่า “ส้มโอทับทิมสยาม” หรือ “ส้มโอแดงสยาม” พร้อมกับทำการขยายพันธุ์ ปลูก เก็บผล และออกวางจำหน่ายจนได้รับความนิยมจากผู้บริโภคอย่างแพร่หลาย เพราะนอกจากเนื้อส้มโอจะมีรสชาติหวานแล้ว ยังมีสีสันสดใสที่สวยน่ากินอีกด้วย

            สำหรับความต้องการส้มโอทับทิมสยามนั้น ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจนไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ทำให้หน่วยงานของรัฐอย่างกรมพัฒนาที่ดินต้องเข้ามาสนับสนุนโดยการใช้รถแบ็คโฮขุดที่ดินให้ฟรำหรับเกษตรกรผู้ที่สนใจจะปลูกส้มโอทับทิมสยาม

ตลาดส่วนใหญ่ที่เข้ามาซื้อนั้นเป็นกลุ่มตลาดจากจีนที่มาเหมา สามารถสร้างรายได้ต่อปีถึง 4-5 ล้านบาท และมีแนวโน้มว่าในอนาคตราคาของส้มโอทับทิมสยามจะพุ่งสูงขึ้นมากกว่านี้อีกด้วย

ส่วนการจำหน่ายภายในประเทศนั้นมีที่ ตลาด อ.ต.ก.ในพื้นที่กรุงเทพฯ นครศรีธรรมราช หาดใหญ่ ภูเก็ต กระบี่ ปัตตานี ยะลา สงขลา เป็นต้น

ส้มโอทับทิมสยามหวานฉ่ำ เปรี้ยวนิด ทานแล้วชุ่มคอชื่นใจได้ประโยชน์

ส้มโอทับทิมสยาม

            และที่สำคัญ “ส้มโอทับทิมสยาม” ยังมีผลดีต่อสุขภาพมากมายหลายประการดังต่อไปนี้

            1. มีวิตามินซีสูง ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน

            2. เนื้อส้มโอตรงที่มีสีแดงจะมีสารแอนโทไซยานินสูง ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความเสื่อม และเสริมสร้างกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน

            3. มีวิตามินบี1 ช่วยในการย่อยอาหาร

            4. มีวิตามินบี2 ช่วยป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด

            5. มีโพแทสเซียมที่ดีต่อการทำงานของหัวใจและกล้ามเนื้อในร่างกาย

            6. มีสารโฟเลตที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ

            7. มีสารลิโมนอยด์ที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกและเซลล์มะเร็งได้

            8. ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร

            9. ช่วยกำจัดสารพิษจำพวกโลหะหนักที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

            10. ช่วยแก้อาการจุกเสียด และเป็นยาแก้ธาตุไม่ปกติ

            11. ช่วยแก้อาการแน่นหน้าอก

            12. ช่วยแก้ไอ ทำให้ชุ่มคอ

            13. มีเส้นใยอาหารสูง ส่งผลดีต่อลำไส้ ช่วยในการทำงานของระบบขับถ่าย และบรรเทาอาการท้องผูก

            14. อุดมไปด้วยแคลเซียม ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง

            15. เปลือกส้มโอด้านนอกที่เป็นสีเขียวมีต่อมน้ำมันหอมระเหยเป็นจำนวนมาก นำมาใช้ปรุงเป็นยาหอมได้ ช่วยทำให้สดชื่น แก้วิงเวียนศีรษะ ใจสั่น คลื่นไส้อาเจียน

            16. เปลือกส้มโอสดนำมาหั่นเป็นชิ้นๆ แล้วต้มน้ำอาบ ช่วยรักษาอาการลมพิษและผื่นคันที่ผิวหนังได้เมื่อรู้ถึงประโยชน์และข้อดีของส้มโอทับทิมสยามแบบนี้แล้ว จะพลาดไม่ลองซื้อมารับประทานได้ยังไง จริงมั้ยคะ ???     


“มังคุดคัด” เจ๊เป้า กินดิบๆ อาหารแปลกเมืองคอน มีแห่งเดียวในประเทศไทย

ชอบจุงเบย เวลาได้เปิบอะไรที่ไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่องเขา จำได้ว่าเคยไปเจอคนขอนแก่นทำตูดเป็ดทอดขาย วันนี้ชายย้วยสุดแสนจะภูมิใจนำเสนอผลไม้ที่ได้ชื่อว่าเป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวในประเทศไทย มันคือ มันคือ … “มังคุดคัด” เด้อคับ

หน้าตาก้อแสนจะธรรมดา มีเวลาเหลือนิดหน่อยหลังจากเข้าไปกราบพระธาตุที่วัดพระมหาธาตุ นครศรีธรรมราช เดินเตร็ดเตร่ฆ่าเวลาเล่น เห็นคนมุงร้านผลไม้ซึ่งที่จิงก้อคือ มะม่วง 1 ถาด กับมังคุดเสียบไม้ 1 ถาด

ชายย้วยนั่งคุยกับ “เจ๊เป้า” แม่ค้าคนงาม เวลายิ้มก้อยิ้มหวานซะด้วย นางบอกว่าขายประจำที่นี่ มานครศรีฯ ถ้าไม่กินมังคุดคัดถือว่ายังมาไม่ถึงนครกันเลยทีเดียว

เจ๊จ้อไปพลางหยิบผลไม้ใส่ถุงไปพลาง ขายดีมากๆ มังคุดคัดไม่ได้มีพันธุ์อะไรพิเศษ ตำนานดั้งเดิมคือการขนส่งลำบากมาก มาทางรถไฟ ขนผลไม้เป็นกระสอบๆ ของดิบๆ ก็จะคัดทิ้งๆ บรรดาคนเฒ่าคนแก่พากันไปเก็บมังคุดดิบมาปอกเปลือกแล้วร้อยเชือกขาย พวงละสลึงเดียว มีหลายลูก จากนั้นมังคุดคัดก้อโดนจับเสียบไม้ อัพเกรดขึ้นมาอีกนิดหน่อย ขายไม้ละ 5 บาท

ลองคิดดูว่ามีมานานแค่ไหน เจ๊เป้าบอกว่าเกิดมาก้อเห็นคุณย่าขายแล้ว ทุกวันนี้รับมรดกตกทอดเป็นอาชีพหลัก ราคารวมเปลือกตอนนี้ กิโลละ 170-180 บาท แพงแท้ล่ะ

เจ๊เป้าขายไม้ละ 30 บาท ซื้อ 4 ไม้ ลดราคาเหลือ 100 บาท จำง่ายๆ ว่า 4 ไม้ 100 ก้อละกัน

เจ๊เป้าบอกว่า ทำไม่ง่ายนะจ๊ะ เป็นสินค้าอุตสาหะ เพราะต้องปอกเปลือก และต้องมีความชำนาญ เพราะถ้าปอกไม่เป็นจะไม่ออกมาเป็นลูกสวยงามอย่างที่เห็น ที่สำคัญเจ๊มีความไม่ธรรมดา เพราะมังคุดคัดของเจ๊เป้าได้รับรางวัลเกียรติบัตรจากศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ได้รับพร้อมกับเรื่องแห่ผ้าขึ้นธาตุทีเดียวเชียวนะ

ถ้าอยากจะเลือก เจ๊แนะนำว่าลูกไซซ์เล็กจะอมเปรี้ยวฝาด ลูกไซซ์ใหญ่จะหวานกว่าเล็กน้อย เจ๊ประจำการที่วัดทุกวัน ตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึงบ่าย 2 บ่าย 3

คนนอกพื้นที่อยากชิม เจ๊เป้ามีจัดส่งให้ด้วยอ่ะ สนนราคา 100 ลูก ราคา 1,000 บาทขาดตัว คะเนดูจากราคาเสียบไม้ ลูกใหญ่ไม้ละ 2 ลูก ลูกเล็กจะเสียบไม้ละ 3 ลูก เจ๊บอกว่าปกติขายปลีก 100 ลูก ตกราคา 1,200 บาท แต่ถ้าสั่งทีเดียว 100 ลูก ถือว่าเข้าระบบขายส่ง ลดราคาเหลือพันถ้วน แถมบริการคัดลูกสวยอีกต่างหาก

อุ๊ยตายว้ายกรี๊ด มากันเป็นคณะใหญ่ ชายย้วยรีบร้อนวิ่งขึ้นรถดันลืมถามเบอร์โทรศัพท์เจ๊เป้า แต่ไม่เป็นไร ขอแค่มาเมืองคอนจะเห็นพ่อค้าแม่ขายแบกถาดขายมังคุดคัดอยู่ทั่วไป กวักมือเรียก จ่ายเงิน แค่นี้ก้อได้ชิมของอร่อยและแปลก เด้อคับ

แหล่งที่มา https://www.technologychaoban.com/folkways/article_13183